
ถ้ามีคนพันคนยืนอยู่ แล้วจู่ๆคนหนึ่งคนในนั้นหันหน้าไปทางขวา คนที่เหลือคงไม่รู้สึกอะไรมาก
แล้วถ้าเป็นคนร้อยล้านคนยืนอยู่แล้วคนแสนคนหันไปทางขวาล่ะ?
ผมอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกนะ บอกก่อน ที่เอารูปนี้มา เพราะคำพูดข้างบนมาจากการ์ตูนเรื่อง “ข้าชื่อโคทาโร่”
หลายๆคนเอาคำพูดนี้มาเล่นในแง่ว่า 1 ใน พัน กับ แสนในร้อยล้านมันเป็นอัตราส่วนเดียวกันทางคณิตศาสตร์ แต่มันไม่เท่ากันนะ แล้วก็ว่ากันไปถึงจิตวิทยาอะไรนู่น เท่มาเลย
ส่วนผมก็คิดทื่อๆของผมว่า มันก็เท่ากันอยู่ดีแหละ ในบริบทของคณิตศาสตร์ แต่คุณเล่นเปลี่ยนบริบทแล้วมาตัดสินเอากับคนที่เขาคิดถึงบริบทเดิมอยู่ มันก็ไม่ค่อยจะถูกเท่าไหร่นะ
ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆที่ขัดแย้ง (หรือไม่ขัด แล้วแต่มุมมอง) กับกรณีนี้ครับ
คนในประเทศเราเป็นเอดส์ 1 ล้านคน (ข้อมูลเก่าหลายปีแล้วนะ ตอนนี้ไม่รู้เป็นไง)
ฟังแล้วก็ อืม โอเคเยอะว่ะ 1 ล้านจาก 60 ล้าน
พอคิดเป็นสัดส่วนเล็กๆล่ะ
1 คน จาก 6 คน
อันนี้จะดูมีผลมากกว่านะ คนเดินผ่านมาตามถนน 6 คนเป็นเอดส์คนนึง (อ่านถึงนี่บางคนเริ่มหันไปมองคนข้างๆ)
ซึ่งผลนี้ก็จะลดไปได้ ถ้าเราคิดถึงอีกองค์ประกอบหนึ่งซึ่งคือ “การกระจายตัว” หรือ “ความหนาแน่น” นั่นเอง ไม่มีใครบอกสักหน่อยว่ามันเฉลี่ยแบบนั้นในประเทศเรา คนเป็นเอดส์มักไปรวมกันอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เหมือนคำกล่าวที่ว่า “คนเป็นเอดส์ย่อมดึงดูดคนเป็นเอดส์ด้วยกัน” (ใครกล่าววะ?)
ไอ้คนแสนคนนั้นดันมาอยู่รวมกันในที่เดียวกัน เลยทำให้เกิดผลต่างของความคิดขึ้นมา เพราะประสาทสัมผัสของเราำจำกัด และกรอบอ้างอิงของเราคงเดิม
จริงๆแล้วเราไม่ต้องมานั่งทำเท่เปรียบเศษส่วนก็ได้ แค่เราเห็นคนแสนคนหันหน้าไปทางขวา โดยไม่ต้องบอกว่าคนที่เหลือเป็นกี่คน เราก็รู้สึกอะไรได้มากกว่าเห็นคน 1 คนอยู่ดี
สุดท้ายเราก็ใช้ระบบพวกมากลากไปโดยไม่รู้ตัว ผิด+ผิด+ผิด+ผิด+… กลายเป็นถูกไปได้ในหลายๆสถานการณ์ ขอให้คนเยอะไว้ก่อน
ทีนี้คำถามคือเราจะเอาไอ้สิ่งนี้มาใช้ในทางบวกได้ไหม หรืออาจถามง่ายกว่านั้น เช่น คุณจะมาพูดหาอะไร ผมก็บอกว่า จริงๆแล้วเราก็ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างเช่นการใช้ ถูก+ถูก+ถูก+ถูก+… กลายเป็น เออ จริงของมึง
แล้วผมก็มาถึงทางตันอีกครับ … ถูกคืออะไร ผิดคืออะไร … อันนี้ติดไว้ก่อนครับ ผมยังหาอยู่ คิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็เอา ถูกแบบ “วิญญูชน” บวกลบละกันนะ ฮ่าๆ
ตัวอย่างที่ผมเห็นเขาใช้พลังความเยอะได้ดีและมี impact ก็ืคือ
RUNNING THE NUMBERS ART EXHIBITION in NYC
ลองเข้าไปดูนะครับเห็นภาพแล้วมันรู้สึกมากกว่าที่เขียนข้างล่างนี่เยอะ
- มือถือ 426,000 เครื่อง
- ขวดน้ำพลาสติก 2 ล้านขวด
- ถุงกระดาษ 1.14 ล้านถุง
และอีกมากมาย ซึ่งพวกนี้มีเวลากำกับเป็นหลักนาที ชั่วโมง หรือวัน นะครับ ไม่ใช่ปี
…จบดีกว่า…

(4.5 จาก 5)
(3.5 จาก 5)















1
monojax
// Jun 24, 2008 at 7:46 pm
อืมมม ไอ้ถูกผิดนี่มันว่ายาก แต่กูคิดว่าโดยมากแล้วเกือบทุกๆสิ่งต้องการส่วนน้อยเป็นส่วนประกอบแล้วไอ้ส่วนน้อยนั่นมันจะมีค่าเข้าสักวัน
แปลว่า สมมติเมื่อก่อนยีราฟคอสั้นมี 100 ล้านตัว คอยาวมี 1 หมื่นตัว แล้วต้นไม้ก็สูงขึ้นอย่างไร้เหตุผลทำให้พวกคอยาวยังอยู่รอดและสืบทอดมาจนวันนี้ ซึงถ้าคนสมัยก่อนนู้นถ้ามาเห็นยีราฟสมัยนี้คงไม่อยากเชื่อแน่ว่านั่นคือ ยีรัฟ ที่เค้ารู้จัก ส่วนตอนนี้เป็น ยีราฟ
[ตอบ]
KRISS reply on June 24th, 2008 10:01 pm:
นี่ทฤษฎีลองเน็คป่าววะ สู้กะลองเทล
[ตอบ]
KRISS reply on June 25th, 2008 12:19 am:
คือจริงๆตอนแรกกะเขียนเอาฮา แบบหน้าแรกบอก
“ถ้ามีคนพันคนยืนอยู่ แล้วจู่ๆคนหนึ่งคนในนั้นหันหน้าไปทางขวา คนที่เหลือคงไม่รู้สึกอะไรมาก
แล้วถ้าเป็นคนร้อยล้านคนยืนอยู่แล้วคนหมื่นคนหันไปทางขวาล่ะ?”
แล้วเปิดมาดูเนื้อหา ก็บอกว่า “มึงคิดเลขผิดไง”
[ตอบ]
2
วิถีแห่งเครื่องแฟกซ์ | KRISS
// Jul 1, 2008 at 9:42 am
[...] แต่คำว่า standard นั้นส่วนใหญ่หากขาดพลังแห่งความเยอะแล้วแทบจะไร้ความหมาย [...]
แสดงความคิดเห็น