Skip to content

Categories:

Posts tagged by ชวนคิด

ความลำบากของตัวโกง

ไปนั่งอ่านบล็อกเก่าๆขำดี เอามาลงไว้ที่นี่ด้วยละกัน:

ดีโอ แบรนโด เป็นตัวละครในการ์ตูนเรื่อง โจโจ้ล่าข้ามศตวรรษ
ในการตูนเรื่องนี้ตัวละครหลักจะมีความสามารถที่เรียกว่า STAND เป็นความสามารถทางวิญญาณที่คนที่มี Stand ด้วยกัน “ผู้ใช้ Stand” จึงจะมองเห็น ส่วนคนทั่วไปจะรับรู้ได้แค่ ผลของความสามารถ เช่น บางคนทำให้เกิดไฟ บางคนสามารถแอบดูความทรงจำคนอื่นได้

ดีโอเป็นตัวโกงของเรื่องมี Stand ชื่อ The World มีพลังและความเร็วเป็นเยี่ยม จนถึงขนาดมีความสามารถไม้ตายคือ หยุดเวลาได้ ดีโอเคลื่อนที่อย่างอิสระในเวลาที่หยุดได้ประมาณ 5-6 วินาที ซึ่งแค่นั้นก็สร้างความลำบากมากมายในการต่อสู้กับดีโอ ของฝั่งพระเอกของเรื่อง

แต่ความลำบากของพระเอกก็คงไม่เท่ากับดีโอ เมื่อเรามาพิจารณากันจริงๆ ยกตัวอย่างตอนแรกๆที่ยังไม่มีใครรู้ความสามารถของ The World คนเขียนก็พยายามทำให้ความสามารถดูลึกลับ น่ากลัว ซึ่งนี่แหละ ทำให้ดีโอมีชีวิตลำบาก ทั้งที่มีพลังมากมาย วันนี้จะมายกตัวอย่างให้ฟังซัก 2-3 อัน

1. ตอนที่มีตัวละครตัวนึง (ลูกน้องดีโอ) อยากลองดี โดยถือปืนย่องเข้ามาในห้อง ขณะดีโอกำลังหันหลังอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆชั้นหนังสือ ระหว่างประตูถึงชั้นหนังสือระยะห่าง 3-4 เมตร เต็มไปด้วยใยแมงมุมมากมาย เพราะเป็นห้องที่ไม่มีใครกวาด ขณะยกปืนขึ้นจะลั่นไก ดีโอก็หายไปจากสายตาทันที รู้ตัวอีกที แว้บ มาอยู่ข้างหลัง … เป็นไปได้ไงเนี่ย ท่านดีโอมาอยู่ข้างหลังเรา กล้องแพนไปที่ใยแมงมุม ไม่มีขาดแม้แต่้เส้นเดียว

น่าขนลุกมากๆ สำหรับตัวละครตัวนั้น และคนอ่าน ที่ยังไม่รู้ว่าดีโอหยุดเวลาได้ แต่ความลำบากของดีโอ จะมีใครเข้าใจ
ดีโอต้องพยายามวิ่งอ้อมมาด้านหลัง ระยะทาง 3-4 เมตร โดยไม่ให้ใยแมงมุมขาดและมีเวลาแค่ 5-6 วินาที มันเหนื่อยนะเฟร้ย!

2. ตัวละครฝั่งพระเอกชื่อโปลนาเรฟ เมื่อก่อนเคยเป็นพวกดีโอ เลยรู้ถึงความน่ากลัวดี (แต่ก็ไม่รู้ว่าหยุดเวลาได้) ตอนหลังมาอยู่ฝั่งพระเอก รวบรวมความกล้า เดินขึ้นบันไดไปหาดีโอ ซึ่งอยู่บนขั้นบนสุด ห่างกันประมาณ 10 ขั้น

ดีโอเล่นเกมจิตวิทยา “โปลนาเรฟเอ๋ย แกคงไม่รู้ตัวหรอกว่าใจจริงแกไม่อยากสู้กับข้า ข้าให้แกเลือกละกัน ถ้าแกตัดสินใจทิ้งชีวิตและอาจหาญมาสู้กับข้า ก็จงก้าวขึ้นบันไดมาอีกขั้น”
โปลนาเรฟ ทั้งๆที่เหงื่อแตกพลั่ก ครุ่นคิดถึงสิ่งต่างๆมากมาย ในที่สุดความกล้าก็ชนะ ตัดสินใจก้าวขึ้นบันไดไป 1 ขั้น
แว้บ!!! โปลนาเรฟรู้สึกแปลกๆ ก้มลงดูเท้า อ้าว กูก้าวลงบันไดมา 1 ขั้น … หันขึ้นไปข้างบน ดีโอยืนกอดอกอยู่ท่าเดิม …
ไม่ไหวแล้วโว้ย หนีก่อนดีกว่า … เผ่นแน่บไป

แต่ความลำบากของดีโอ จะมีใครเข้าใจ

ดีโอต้องวิ่งลงบันไดมา ยกตัวโปลนาเรฟไปวางถอยลงบันไดไป 1 ขั้น แล้วก็ต้องรีบวิ่งขึ้นมาเก๊กท่าเดิม …

นอกจากนี้แล้วยังมีตอนอื่นๆอีกมาก ที่น่าจะลำบาก เอาไว้เล่าวันหลัง ไปหละ แว้บ

Posted in Blog


มวยปล้ำ

มวยปล้ำเป็นสิ่งที่เด็กๆและคนโตๆบางคนชอบนั่งดูมาก มันสนุก เร้าใจ เหลือเกิน คนที่นั่งดูด้วยกันไม่รู้หรอกว่าเขาจัดฉากสู้กัน ไม่ว่าจะเป็นการโดดเตะ โดดต่อย เอาเก้าอี้ฟาด เลือดอาบ การด่าทอถากถางกันตอนแถลงข่าว
และที่เด็ดที่สุดคือการย้ายฝ่ายจากอธรรมมาสู่ธรรมะ เราไม่รู้เลยว่า ฝ่ายต่างๆที่เราเห็นมันไม่มีตั้งแต่แรก ฝ่ายที่มีจริงก็คือ สมาคมมวยปล้ำ กับ คนดู


wr.jpg


ในมวยปล้ำญี่ปุ่น มีคนชอบฝ่ายธรรมะ คนชอบฝ่ายอธรรม ต่างคนต่างมีเหตุผล เราก็นั่งเชียร์กันคนละฝั่งทีวี ตอนที่กรรมการร่วมโกงกับฝ่ายธรรมะ คนดูก็จะทะเลาะกันด่ากันมากมาย แล้วตอนที่นักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมคนหนึ่งย้ายมาอยู่ฝ่ายธรรมะ คนดูฝ่ายหนึ่งดีใจ เพราะคิดไปว่านักมวยปล้ำคนนี้คงกลับตัวได้ ส่วนอีกฝ่ายก็เสียใจมากเพราะรู้สึกว่าโดนหักหลัง


พอโตขึ้นมา เราจึงรู้ว่า แม่งเตี๊ยม แม่งไม่ได้เกลียดกันจริง พอจบแมทช์แม่งไปกินเหล้าด้วยกันได้ เรารู้แล้วว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมีประมาณนี้



  1. นักมวยปล้ำธรรมะ นักมวยปล้ำอธรรม กรรมการ ซึ่งจริงๆก็คือพวกเดียวกัน

  2. sponsor ครับ ขาดไม่ได้ คนเนี้ย

  3. คนเชียร์ฝ่ายธรรมะ

  4. คนเชียร์ฝ่ายอธรรม

  5. คนที่รู้ว่าเขาเตี๊ยมแต่ก็ยังจะเชียร์ฝ่ายธรรมะ,อธรรม (เอามัน)

  6. คนที่รู้ว่าเขาเตี๊ยมแล้วหันไปดูบอลแทน


จริงๆตอนนี้มวยปล้ำมันซับซ้อนกว่าแค่ธรรมะหรืออธรรมแล้ว มีฝ่ายมีก๊กมากมายกว่าเดิม เพื่อให้มันสมจริงขึ้น แต่กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องก็ยังประมาณเดิมนั่นแหละ


คนที่รวยสุดๆคือ sponsor รองลงมากคือนักมวยปล้ำ คนซวยคือ 3,4 ที่ทะเลาะกัน บางคนต่อยกัน บางคนยิงกัน กลุ่ม 5,6 ก็จะสบายใจขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังมีความซวย 2 อย่าง



  • ซวยแรก โดน 3,4 ด่าว่าไม่ใจ ทำไมไม่เชียร์ฝ่ายตนให้เต็มที่ ไม่รู้หรือไงว่า ฝ่ายนู้นมัน… ฉอดๆๆ แล้วบางที 3,4 เสือกเป็นคนที่สนิทอีก

  • ซวย 2 ถึงแม้การเล่นมวยปล้ำจะเป็นเรื่องแหกตายังไงแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ เอ๊ย คนดูเนี่ยบางอย่างก็มีจริง เช่นเก้าอี้ที่มันเขวี้ยงมาจากเวที ถ้ามันโดนหัวเราเราก็เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน

Posted in Blog


Trade-off

ความคิดความอ่านของเรา ก็เป็นเพียงความคิดความอ่าน เท่านั้น
มันไม่สุด ไม่จบ ไม่กระจ่าง ความ คิดที่เข้าใจไปเองว่าถูก ก็เป็นเพียงการติดกับดักเก่าๆ ของการฟังความด้านเดียว จากข้างในหัวเราเอง และจากการตีความสิ่งที่เราสัมผัสเพียงผิว


แก้ง่าย


ทำความเข้าใจเรื่องที่เราสนับสนุน หรือรณรงค์ให้สุด จากนั้นทำความเข้าใจ และลองคิดสนับสนุนเรื่องตรงข้ามกันให้สุด
แล้วค่อยเลือกเอาซักทาง


เราจะสบายใจขึ้น เพราะโลกนี้ มันก็แค่นั้น และมันก็เป็นเช่นนั้น


และจากประสบการณ์ของผมนั้น เลือกทางไหน ก็ไม่ต่างกัน เพราะกรอบอ้างอิงของเราได้กว้างกว่าทางเลือกเสียแล้ว


เหรียญที่หมุนอยู่นั้นจะออกหัวหรือก้อย ก็ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายทั้งนั้น


ที่มา: http://meandyouandtheearth.blogspot.com/2008/05/trade-off.html

Posted in Blog


รอบที่ร้อย?

เคยทำอะไรเป็นร้อยๆรอบจริงๆบ้างไหม? ผมได้ยินบ่อย และเคยพูดคำว่า "เป็นรอบที่ร้อย" หรือเป็นร้อยๆรอบ บ่อยมาก แต่จริงๆแล้วคนเราจะทำอย่างงั้นจริงเหรอ? โดยไม่นับเรื่องประจำวันเช่น กินข้าว บอกรัก หรือขี้ (ไม่เคยพูดนะว่า "ขี้มาเป็นร้อยรอบ")


เล่นเพลงนี้เป็นรอบที่ร้อยแล้ว


สมัยมัธยม ประมาณ ม.3 เพื่อนๆฟอร์มวงกันขึ้นมาชื่อ MTD ซึ่งย่อมาจาก Mental Disease เป็นความพยายามอย่างยิ่งที่จะตั้งให้ดูคูล แต่ทำไมมันดู ... ? สมาชิกหลายๆคนในตอนนั้นก็โด่งดังอยู่ในตอนนี้ (แน่นอน ยกเว้นผม) สมัยนั้นเพลงที่เราเล่นกันก็จะมีเพลงของฝรั่งเช่นวง Gun n’ Roses วง Metallica เป็นต้น ซึ่งเพลงของวงหลังนี่แหละที่น่าจะเข้าข่ายรอบที่ร้อย ลองมาคิดดูเล่นๆดีกว่า


เพลงที่ว่านั้นคือ Enter Sandman ครับ MTD ตั้งวงตอน ม.3 แยกวงตอน ม.6 ก็ประมาณ 2 ปีกว่า ซ้อมกันประมาณอาทิตย์ละครั้ง ทุกครั้งเล่น Enter Sandman



  • หักๆปิดเทอมไปก็คงอยู่ราวๆปีละ 40 ครั้ง 2 ปีก็ 80 ครั้ง

  • แสดงสดประมาณปีละ 5 ครั้ง = 10 ครั้ง มีเล่น Enter Sandman ซัก 8 ครั้ง

  • เข้ามหาลัย ซ้อมเปะปะไปตามวงต่างๆ เล่น Enter Sandman ปีแรกๆเท่านั้น = 10 ครั้ง


รวมกันได้ 80 8 10 = 98 ครั้ง อา… ไม่ถึงแฮะ ว้า (ต่อให้นับผิดก็เหอะ ในใจคิดว่าเล่นซักพันครั้งได้ <— แน่ะ จะหาเรื่องนับอะไรให้ได้พันป่าว)


แล้ว Zombie ล่ะ?


เพลงนี้สำหรับผมน่ะไม่เท่าไหร่ แต่มีเพื่อนสมัยมหาลัยคนหนึ่ง ที่ตั้งแต่เล่นดนตรีกันมา ร้อง Zombie ทุกงาน ไม่ใช่แค่สมัยเรียนนะ คืนสู่เหย้า เลี้ยงรุ่น ก็ยังร้อง จนเมื่อเร็วๆนี้ได้ฉลองครบ 10 ปีไปเรียบร้อยแล้วในงานเลี้ยงรุ่น ผมว่าถึงร้อยรอบแน่ๆ


ดูหนังเรื่องนี้ซักร้อยรอบแล้ว


อันนี้ไม่มีทางถึงเด็ดขาด เพราะเรื่องทีู่ดูบ่อยที่สุดก็น่าจะเป็น V for Vendetta ประมาณ 10 รอบได้


อ่านเล่มนี้เป็นร้อยรอบ


หนังสือที่อ่านบ่อยๆ เรื่องสั้นๆก็มี แม่มด ของโรอัล ดาห์ล เรื่องยาวก็ เพชรพระอุมา การ์ตูนก็ โคทาโร่ ไม่มีอะไรเกิน 10 รอบแฮะ


เตือนเรื่องนี้เป็นร้อยรอบแล้วนะ


อันนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าผมเตือนใคร มักเตือนแค่ 3-4 ครั้ง ถ้าเกินนั้นผมหยุด


โทรหาเป็นร้อยรอบ


คือถ้าเป็นงั้นจริง เป็นแฟนคงขอเลิก เป็นเพื่อนคงเลิกคบ


สรุปว่า?


สรุปว่า ใกล้เคียงสุดก็คือเล่นเพลง Enter Sandman แฮะ แล้วท่านๆมีอะไรถึงร้อยรอบบ้างไหมครับ


มีอีกอย่างแฮะ การพูดว่า "ทำ … มาเป็นร้อยรอบ" นี่แหละที่เกินร้อยแน่นอน

Posted in Blog


คำสาปแห่งความรอบรู้

/uploaded_images/0000/0005/cokl.jpg


ทุกคนน่าจะเคยเจอคนที่รู้เรื่องอะไรสักอย่างเป็นอย่างดีแล้วพยายามเล่าให้เราฟัง แต่เรากลับไม่รู้เรื่อง หรือในทางกลับกันทุกคนก็คงเคยมีสักครั้งที่รู้เรื่องอะไรมา หรือศึกษามาเป็นอย่างดี แต่พอพยายามเล่าหรือ present ให้คนอื่นฟังก็กลับเหลว ซึ่งในทั้ง 2 กรณี คนเล่าก็จะคิดว่า "ทำไมแม่งไม่เข้าใจวะ เรื่องง่ายๆ" ส่วนคนฟังก็จะคิดว่า "พูดอะไรของมัน ยากจัง"


คำสาปงั้นเหรอ?


ในหนังสือที่ชื่อว่า Made to Stick ผู้เขียนได้กล่าวถึงคำสาปของเหล่ามวลมนุษย์รู้มากทั้งหลายที่ชื่อว่า "Curse of Knowledge" ซึ่งเป็นคำสาปที่ทำให้ "คนรู้" ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า "การไม่รู้" มันเป็นยังไง และผู้เขียนก็ได้ยกตัวอย่างการทดลองง่ายๆอันหนึ่งที่น่าสนใจ


Tappers and Listeners


แบ่งคนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็น "คนเคาะ" อีกกลุ่มหนึ่งเป็น "คนฟัง" จากนั้นจับคู่คนจาก 2 กลุ่มเอามาทดลองทีละคู่ ฝ่ายคนเคาะจะได้รับรายชื่อเพลงที่เป็นที่รู้จักอย่างดีเช่น Happy Birthday ส่วนฝั่งคนฟังไม่มีรายชื่อ ฝั่งคนเคาะมีหน้าที่เคาะโต๊ะเป็นจังหวะเพลง และให้ฝั่งคนฟังทายว่าเป็นเพลงอะไร


ผลการทดลองปรากฏว่าจาก 120 เพลงทายถูกเฉลี่ยต่อคู่เพียง 2.5 เพลงเท่านั้น ซึ่งก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ (ลองทำดูก็จะรู้ว่าทายยากมาก) แต่นั่นเป็นเพียงผลลัพธ์ส่วนเดียว ในการทดลองนี้ยังมีคำถามอีกข้อที่ถาม "คนเคาะ" หลังจากได้รายชื่อเพลงแต่ก่อนเริ่มเคาะว่า คิดว่าคนฟังจะทายถูกเท่าไหร่ คำตอบเฉลี่ยคือ 60 เพลง หรือ 50%


ทำไมเป็นงั้น? "คนเคาะ" นั้นเวลาเคาะเพลงอย่าง Happy Birthday ก็จะได้ยินเสียงเพลงนั้นในหัว ส่วน "คนฟัง" จะได้ยินเสียงเคาะโต๊ะเหมือนรหัสมอร์สที่ไร้ความหมาย ที่ฮาก็คือในการทดลองจริงๆ "คนเคาะ" จะแปลกใจมากว่าทำไมถึงทายไม่ถูก "โห ชัดๆเลยเนี่ย" "ไรว้า" คำพูดพวกนี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา (ลองไปเล่นดูนะ)


ปัญหาเกิด


เมื่อผู้บริหารพยายามจะสื่อความหมายของ "ผลกำไรที่ยั่งยืน" "บริการเป็นเยี่ยม" และนโยบายหรือกลยุทธสุดจ๊าบอื่นๆ ที่คิดขึ้นมาไปยังพนักงาน มักจะเกิดปัญหาอึกอักอธิบายไม่ได้ หรือคิดว่าอธิบายได้แต่พนักงานกลับไม่เข้าใจก็เป็นเพราะคำสาปนี้แหละ ผู้บริหารหรือผู้ก่อตั้งมีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถเชิงธุรกิจ ที่สั่งสมมาห้าปีสิบปี ส่วนนโยบายก็นั่งเขียนขึ้นมาเอง ส่วนพนักงานนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย "การเคาะ" นี้จึงส่งเสียงก้องอยู่แต่ในใจผู้บริหารเท่านั้น และพอให้ร้องออกมาพร้อมกัน ก็จะกลายเป็นคนละเพลง


แก้ยังไง


ทางแก้มี 2 ทาง



  • 1.ไม่ต้องเรียนรู้อะไร จะได้ไม่ต้องมีความรู้ จะได้ไม่โดนคำสาป อิๆ

  • 2.นำไอเดียที่จะนำเสนอมาแปรรูปให้สื่อสารได้ดีขึ้น


ซึ่งก็คงจะต้องเลือกข้อ 2. หละนะ ส่วนจะแปรรูปยังไง จะมานำเสนอในลำดับถัดไปครับ


If you have an apple and I have an apple and we exchange these apples then you and I will still each have one apple. But if you have an idea and I have an idea and we exchange these ideas, then each of us will have two ideas.
—George Bernard Shaw

หนังสือแนะนำ


Made to Stick: Why Some Ideas Survive and Others Die โดย Chip และ Dan Heath

Posted in Blog Books


1