Skip to content

Categories:

Posts tagged by เพ้อเจ้อ

RP99 วงดนตรีวงแรก และความไร้รสนิยม

วงดนตรีวงแรกที่ผมเล่นด้วย ชื่อวง RP99
เป็นวงของพ่อผมเอง ซึ่งชื่อของวงก็เอามาจากนามสกุลของเรานั่นเอง

ท่ามกลางเครื่องดนตรีหลากหลายในวงของพ่อ ผมเลือกหัดตีกลองชุด มันเป็นพรหมลิขิต ที่ทำให้ผมเลือกเครื่องดนตรีนี้เป็นเครื่องดนตรีแห่งชีวิต

กลองชุดไม่พยายามสร้างเมโลดี้ แทบไม่มีตัวตน โดยเฉพาะในเวลาที่มันถูกตีโดยคนที่เริ่มหัด การตีกลองแทบจะเป็นงานของเครื่องจักร ซ้ำกันทุกห้อง ยกเว้นเวลาส่งระหว่าง 4 ห้อง ซึ่งเป็นเวลาที่ผมรออย่างใจจดใจจ่อตอนเริ่มหัดตี

คำว่า “แยกประสาท” เป็นคำแรกๆในชีวิตนักดนตรีของผม มันเป็นคำแปลกประหลาด และยิ่งแบ่งแยกมือกลองออกจากมนุษย์มนา ไปสู่ดินแดนของเครื่องจักร

ชีวิตการตีกลองของผมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่อยากจะมาพูดในวันนี้คือ สิ่งที่มีส่วนอย่างมากทำให้ผมเป็นผมอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะรสนิยมทางดนตรี

ผมไม่มีรสนิยมทางดนตรี

ผมเคยแสร้งว่ามีรสนิยมทางดนตรี เมื่อสมัยเป็นวัยรุ่น ผมจำเป็นต้องชอบอะไรสักอย่าง ที่สำคัญกว่านั้น จำเป็นต้องเกลียดอะไรสักอย่าง เพื่อแสดงตัวตนในกลุ่มเพื่อน

เช่น ต้องฟังเพลงร็อคหรือเพลงใต้ดิน เพลงบนดินมันห่วย ตลาด ขายของ

สุดท้ายเมื่อโตขึ้น ผมกลับไปเป็นแบบเดิมตอนเด็ก

ผมไม่มีรสนิยมทางดนตรี

วง RP99 เป็นวงบ้านนอก เกิดที่อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี และตายในที่เดียวกัน

วงนี้เป็นที่ที่สอนให้ผมเข้าใจ ว่าโลกนี้ไม่ได้ประกอบด้วยคนเด่นดัง มันประกอบด้วยทุกคน

วงดนตรีวงหนึ่ง เดินทางไปเล่นตามงานแต่งงาน งานบวช และงานรื่นเริงต่างๆ ด้วยรถ 6 ล้อ ประกอบด้วย นักร้องหญิง ชาย นักดนตรี คนงานที่เรียกว่าคอนวอย

ไม่มีใครขาดใครได้ ทุกคนต้องไปด้วยกัน เมื่อคอนวอยขาดคน นักดนตรีต้องมาช่วยยกของ และตั้งเวที

เมื่อนักร้อง หรือนักดนตรีขาด คอนวอยก็ไปช่วยได้ บางคนร้องเพลงได้ บางคนเล่นดนตรีได้

วง RP99 มีมือกลอง 1 คน(เป็นคนอื่น ผมเป็นผู้สังเกตุการณ์เท่านั้น) มือกีตาร์ 1-2 คน มือคีย์บอร์ด 1 คน มือเบส 1-2 คน คือพ่อผมเอง กับอีกคนสลับกันไป นักร้องหญิง 2-3 คน นักร้องชาย 2-3 คน

คอนวอยมีประมาณ 5-10 คน คอยยกของ ตั้งเวที รื้อเวที

ทุกคนล้วนเป็นญาติสนิทกัน นามสกุลเดียวกับผมก็เยอะ บางคนที่ไม่ใช่ญาติ ก็อยู่กันจนเป็นญาติ

background นิดหนึ่ง … วงดนตรีแบบนี้จะมีประมาณ 2-3 วง ที่ดังๆในจังหวัด แล้วก็จะมีคนมาจ้างไปเล่นตามงานต่างๆ ประมาณคืนละหนึ่งหมื่น-สองหมื่นบาท (ลองคิดถึงจำนวนคนดิ เป็นเงินน้อยมากๆ)

เพลงที่เล่นจะเป็น pattern เดียวกันทุกๆคืน คือ
1. เริ่มจากเพลงลูกทุ่ง/ลูกกรุงช้าๆ
2. เพลงรำวง (บอกไม่ถูกว่าคืออะไร แต่มันมีจังหวะตายตัวของมัน)
3. เพลงลูกทุ่งเร็วๆ
4. เพลงสตริง (pop/rock) ตามยุคสมัยนั้น + เพลงฝรั่งบ้างบางเพลง

โห วงบ้านนอกเล่นเพลงฝรั่ง? อ๊ะๆ เราเล่นกันตั้งแต่ I hate myself for loving you, broken-hearted woman, ไปจนถึง No Coke นู่นเลยครับ

คนร้องรู้ภาษาอังกฤษไหม? ไม่รู้ครับ เรานั่งแกะจากเทป ให้เป็นภาษาคาราโอเกะ แล้วก็ซ้อมกันจนกว่าจะเหมือนเทป

สมัยนั้นคำว่า ค่ายเทป ก็มีนะ แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่า RS, Grammy, Kita, etc.. มันต่างกันยังไง

จนตอนโตนี่แหละ ถึงรู้ว่า คนเราจะต้องฟังเพลงตามชนชั้น หรือกลุ่มสังคมของตนด้วย

วง RP99 สอนให้ผมเข้าใจ จากการที่ผมขึ้นไปยืนอยู่บนเวที ที่เล่นเพลงทุกแบบที่เรารู้จัก ขอเพียงให้คนดูสนุกไปกับเรา

พ่อผมเป็นคนที่สอนผม โดยไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียว ว่า Entertainer คืออะไร

พ่อไม่ใช่มือเบสที่เก่ง ผมบอกได้เลย เช่นเดียวกับที่ผมไม่ใช่มือกลองที่เก่ง

แต่สิ่งที่พ่อสนใจที่สุดเวลาอยู่บนเวที คือคนดู เมื่อพ่อไม่ได้เล่นเบส พ่อจะคอยดู และคอยจัดเพลงที่มากมาย ให้เปลี่ยนไปทุกๆรอบที่เล่น ตามอารมณ์ของคน

พ่อถอยกลับไปตีกลองทอม เวลา sound ขาด

พ่อคอยพูดฮิ้วๆ หรือทำเสียงประหลาดต่างๆ ให้คนดูสนุก โดยที่คนดูไม่รู้ว่าเสียงมาจากไหน พ่อไม่ได้ต้องการให้คนดูเห็นพ่อ แต่ต้องการให้คนดูเห็นวง

มันเป็นสิ่งที่ผมเลียนแบบไม่ได้ แม้จะพยายามทำมาเป็นเวลาหลายสิบปี

แต่ที่ผมทำได้ดีขึ้นมากคือความเข้มแข็ง เข้มแข็งพอที่จะบอกว่า ผมเองก็ชอบเพลงป๊อบ ชอบออฟปองศักดิ์ พอๆกับที่ชอบ RHCP หริอ RATM และผมก็ฟัง Lady Gaga ได้ ไปพร้อมๆกับที่ชอบฟัง Bjork

ก็คงต้องขอบคุณพ่อและ RP99 นั่นแหละ ที่สอนผมเรื่องนี้

ผมโคตรภูมิใจที่ผมไม่มีรสนิยมทางดนตรี

น่าเสียดาย วง RP99 ก็ตายไปด้วยเหตุผลหลายประการ และเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้พ่อไม่ค่อยชอบใจนักเมื่อรู้ว่าผมจะเริ่มเล่นดนตรีสมัยมัธยมต้น

เรื่องราวมันเยอะ วันนี้ผมพยายามเล่าแบบไม่ Edit เรื่องอาจจะไม่เรียงร้อยปะติดปะต่อ ก็ขอให้อ่านไปดิบๆละกัน ขอบพระคุณ

Posted in Blog


I'm sorry...you didn't make it Mr. Ash.

ผมชอบดู Animatrix มาก (หากใครไม่เคยดู มันเป็น animation สั้นหลายๆเรื่อง ที่ใช้จักรวาลของ the Matrix ทั้งในและนอก Matrix เป็นตัวดำเนินเรื่อง)

2 เรื่องที่ผมชอบมากคือ “World Record” กับ “Detective Story”
ทั้งคู่เป็นเรื่อง “ภายใน” matrix
ผมประทับใจ World Record ที่หักดิบไอเดียความตื่นได้ตรงใจผมมาก ด้วยการบอกว่านักกีฬาที่ทะลุกำแพงของกฎเกณฑ์ทางโลกไปได้ ก็จะได้พบธรรม (แทนที่จะเป็นพวกนั่งพินิจพิเคราะห์ตื่นด้วยปัญญา)

ส่วน Detective Story นั้นผมโดนใจกับประโยคเด็ดของ Trinity ที่พูดกับ Ash ตอนกำลังจะถูกเปลี่ยนเป็น Agent

I’m sorry…you didn’t make it Mr. Ash.

สะเทือนใจว่ะ เหมือน Trinity หันมาพูดกับผมเลย

เฉียดไปเฉียดมา แทบไม่รู้ความจริงอะไรสักอย่าง แล้วก็ไม่ตื่นในชีวิตนี้ด้วย

Posted in Blog


ความลำบากของตัวโกง

ไปนั่งอ่านบล็อกเก่าๆขำดี เอามาลงไว้ที่นี่ด้วยละกัน:

ดีโอ แบรนโด เป็นตัวละครในการ์ตูนเรื่อง โจโจ้ล่าข้ามศตวรรษ
ในการตูนเรื่องนี้ตัวละครหลักจะมีความสามารถที่เรียกว่า STAND เป็นความสามารถทางวิญญาณที่คนที่มี Stand ด้วยกัน “ผู้ใช้ Stand” จึงจะมองเห็น ส่วนคนทั่วไปจะรับรู้ได้แค่ ผลของความสามารถ เช่น บางคนทำให้เกิดไฟ บางคนสามารถแอบดูความทรงจำคนอื่นได้

ดีโอเป็นตัวโกงของเรื่องมี Stand ชื่อ The World มีพลังและความเร็วเป็นเยี่ยม จนถึงขนาดมีความสามารถไม้ตายคือ หยุดเวลาได้ ดีโอเคลื่อนที่อย่างอิสระในเวลาที่หยุดได้ประมาณ 5-6 วินาที ซึ่งแค่นั้นก็สร้างความลำบากมากมายในการต่อสู้กับดีโอ ของฝั่งพระเอกของเรื่อง

แต่ความลำบากของพระเอกก็คงไม่เท่ากับดีโอ เมื่อเรามาพิจารณากันจริงๆ ยกตัวอย่างตอนแรกๆที่ยังไม่มีใครรู้ความสามารถของ The World คนเขียนก็พยายามทำให้ความสามารถดูลึกลับ น่ากลัว ซึ่งนี่แหละ ทำให้ดีโอมีชีวิตลำบาก ทั้งที่มีพลังมากมาย วันนี้จะมายกตัวอย่างให้ฟังซัก 2-3 อัน

1. ตอนที่มีตัวละครตัวนึง (ลูกน้องดีโอ) อยากลองดี โดยถือปืนย่องเข้ามาในห้อง ขณะดีโอกำลังหันหลังอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆชั้นหนังสือ ระหว่างประตูถึงชั้นหนังสือระยะห่าง 3-4 เมตร เต็มไปด้วยใยแมงมุมมากมาย เพราะเป็นห้องที่ไม่มีใครกวาด ขณะยกปืนขึ้นจะลั่นไก ดีโอก็หายไปจากสายตาทันที รู้ตัวอีกที แว้บ มาอยู่ข้างหลัง … เป็นไปได้ไงเนี่ย ท่านดีโอมาอยู่ข้างหลังเรา กล้องแพนไปที่ใยแมงมุม ไม่มีขาดแม้แต่้เส้นเดียว

น่าขนลุกมากๆ สำหรับตัวละครตัวนั้น และคนอ่าน ที่ยังไม่รู้ว่าดีโอหยุดเวลาได้ แต่ความลำบากของดีโอ จะมีใครเข้าใจ
ดีโอต้องพยายามวิ่งอ้อมมาด้านหลัง ระยะทาง 3-4 เมตร โดยไม่ให้ใยแมงมุมขาดและมีเวลาแค่ 5-6 วินาที มันเหนื่อยนะเฟร้ย!

2. ตัวละครฝั่งพระเอกชื่อโปลนาเรฟ เมื่อก่อนเคยเป็นพวกดีโอ เลยรู้ถึงความน่ากลัวดี (แต่ก็ไม่รู้ว่าหยุดเวลาได้) ตอนหลังมาอยู่ฝั่งพระเอก รวบรวมความกล้า เดินขึ้นบันไดไปหาดีโอ ซึ่งอยู่บนขั้นบนสุด ห่างกันประมาณ 10 ขั้น

ดีโอเล่นเกมจิตวิทยา “โปลนาเรฟเอ๋ย แกคงไม่รู้ตัวหรอกว่าใจจริงแกไม่อยากสู้กับข้า ข้าให้แกเลือกละกัน ถ้าแกตัดสินใจทิ้งชีวิตและอาจหาญมาสู้กับข้า ก็จงก้าวขึ้นบันไดมาอีกขั้น”
โปลนาเรฟ ทั้งๆที่เหงื่อแตกพลั่ก ครุ่นคิดถึงสิ่งต่างๆมากมาย ในที่สุดความกล้าก็ชนะ ตัดสินใจก้าวขึ้นบันไดไป 1 ขั้น
แว้บ!!! โปลนาเรฟรู้สึกแปลกๆ ก้มลงดูเท้า อ้าว กูก้าวลงบันไดมา 1 ขั้น … หันขึ้นไปข้างบน ดีโอยืนกอดอกอยู่ท่าเดิม …
ไม่ไหวแล้วโว้ย หนีก่อนดีกว่า … เผ่นแน่บไป

แต่ความลำบากของดีโอ จะมีใครเข้าใจ

ดีโอต้องวิ่งลงบันไดมา ยกตัวโปลนาเรฟไปวางถอยลงบันไดไป 1 ขั้น แล้วก็ต้องรีบวิ่งขึ้นมาเก๊กท่าเดิม …

นอกจากนี้แล้วยังมีตอนอื่นๆอีกมาก ที่น่าจะลำบาก เอาไว้เล่าวันหลัง ไปหละ แว้บ

Posted in Blog


รอบที่ร้อย?

เคยทำอะไรเป็นร้อยๆรอบจริงๆบ้างไหม? ผมได้ยินบ่อย และเคยพูดคำว่า "เป็นรอบที่ร้อย" หรือเป็นร้อยๆรอบ บ่อยมาก แต่จริงๆแล้วคนเราจะทำอย่างงั้นจริงเหรอ? โดยไม่นับเรื่องประจำวันเช่น กินข้าว บอกรัก หรือขี้ (ไม่เคยพูดนะว่า "ขี้มาเป็นร้อยรอบ")


เล่นเพลงนี้เป็นรอบที่ร้อยแล้ว


สมัยมัธยม ประมาณ ม.3 เพื่อนๆฟอร์มวงกันขึ้นมาชื่อ MTD ซึ่งย่อมาจาก Mental Disease เป็นความพยายามอย่างยิ่งที่จะตั้งให้ดูคูล แต่ทำไมมันดู ... ? สมาชิกหลายๆคนในตอนนั้นก็โด่งดังอยู่ในตอนนี้ (แน่นอน ยกเว้นผม) สมัยนั้นเพลงที่เราเล่นกันก็จะมีเพลงของฝรั่งเช่นวง Gun n’ Roses วง Metallica เป็นต้น ซึ่งเพลงของวงหลังนี่แหละที่น่าจะเข้าข่ายรอบที่ร้อย ลองมาคิดดูเล่นๆดีกว่า


เพลงที่ว่านั้นคือ Enter Sandman ครับ MTD ตั้งวงตอน ม.3 แยกวงตอน ม.6 ก็ประมาณ 2 ปีกว่า ซ้อมกันประมาณอาทิตย์ละครั้ง ทุกครั้งเล่น Enter Sandman



  • หักๆปิดเทอมไปก็คงอยู่ราวๆปีละ 40 ครั้ง 2 ปีก็ 80 ครั้ง

  • แสดงสดประมาณปีละ 5 ครั้ง = 10 ครั้ง มีเล่น Enter Sandman ซัก 8 ครั้ง

  • เข้ามหาลัย ซ้อมเปะปะไปตามวงต่างๆ เล่น Enter Sandman ปีแรกๆเท่านั้น = 10 ครั้ง


รวมกันได้ 80 8 10 = 98 ครั้ง อา… ไม่ถึงแฮะ ว้า (ต่อให้นับผิดก็เหอะ ในใจคิดว่าเล่นซักพันครั้งได้ <— แน่ะ จะหาเรื่องนับอะไรให้ได้พันป่าว)


แล้ว Zombie ล่ะ?


เพลงนี้สำหรับผมน่ะไม่เท่าไหร่ แต่มีเพื่อนสมัยมหาลัยคนหนึ่ง ที่ตั้งแต่เล่นดนตรีกันมา ร้อง Zombie ทุกงาน ไม่ใช่แค่สมัยเรียนนะ คืนสู่เหย้า เลี้ยงรุ่น ก็ยังร้อง จนเมื่อเร็วๆนี้ได้ฉลองครบ 10 ปีไปเรียบร้อยแล้วในงานเลี้ยงรุ่น ผมว่าถึงร้อยรอบแน่ๆ


ดูหนังเรื่องนี้ซักร้อยรอบแล้ว


อันนี้ไม่มีทางถึงเด็ดขาด เพราะเรื่องทีู่ดูบ่อยที่สุดก็น่าจะเป็น V for Vendetta ประมาณ 10 รอบได้


อ่านเล่มนี้เป็นร้อยรอบ


หนังสือที่อ่านบ่อยๆ เรื่องสั้นๆก็มี แม่มด ของโรอัล ดาห์ล เรื่องยาวก็ เพชรพระอุมา การ์ตูนก็ โคทาโร่ ไม่มีอะไรเกิน 10 รอบแฮะ


เตือนเรื่องนี้เป็นร้อยรอบแล้วนะ


อันนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าผมเตือนใคร มักเตือนแค่ 3-4 ครั้ง ถ้าเกินนั้นผมหยุด


โทรหาเป็นร้อยรอบ


คือถ้าเป็นงั้นจริง เป็นแฟนคงขอเลิก เป็นเพื่อนคงเลิกคบ


สรุปว่า?


สรุปว่า ใกล้เคียงสุดก็คือเล่นเพลง Enter Sandman แฮะ แล้วท่านๆมีอะไรถึงร้อยรอบบ้างไหมครับ


มีอีกอย่างแฮะ การพูดว่า "ทำ … มาเป็นร้อยรอบ" นี่แหละที่เกินร้อยแน่นอน

Posted in Blog


พลังแห่งความเยอะ

/uploaded_images/0000/0017/many-big.jpg


ถ้ามีคน พันคน ยืนอยู่ แล้วจู่ๆคน หนึ่งคน ในนั้นหันหน้าไปทางขวา คนที่เหลือคงไม่รู้สึกอะไรมาก แล้วถ้าเป็นคน ร้อยล้านคน ยืนอยู่แล้วคน แสนคน หันไปทางขวาล่ะ?

ผมอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกนะ บอกก่อน ที่เอารูปนี้มา เพราะคำพูดข้างบนมาจากการ์ตูนเรื่อง "ข้าชื่อโคทาโร่"


หลายๆคนเอาคำพูดนี้มาเล่นในแง่ว่า 1 ใน พัน กับ แสนในร้อยล้านมันเป็นอัตราส่วนเดียวกันทางคณิตศาสตร์ แต่มันไม่เท่ากันนะ แล้วก็ว่ากันไปถึงจิตวิทยาอะไรนู่น เท่มาเลย


ส่วนผมก็คิดทื่อๆของผมว่า มันก็เท่ากันอยู่ดีแหละ ในบริบทของคณิตศาสตร์ แต่คุณเล่นเปลี่ยนบริบทแล้วมาตัดสินเอากับคนที่เขาคิดถึงบริบทเดิมอยู่ มันก็ไม่ค่อยจะถูกเท่าไหร่นะ


ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆที่ขัดแย้ง (หรือไม่ขัด แล้วแต่มุมมอง) กับกรณีนี้ครับ


 


1 คน จาก 6 คน


คนในประเทศเราเป็นเอดส์ 1 ล้านคน (ข้อมูลเก่าหลายปีแล้วนะ ตอนนี้ไม่รู้เป็นไง)


ฟังแล้วก็ อืม โอเคเยอะว่ะ 1 ล้านจาก 60 ล้าน


พอคิดเป็นสัดส่วนเล็กๆล่ะ


1 คน จาก 6 คน


อันนี้จะดูมีผลมากกว่านะ คนเดินผ่านมาตามถนน 6 คนเป็นเอดส์คนนึง (อ่านถึงนี่บางคนเริ่มหันไปมองคนข้างๆ)


ซึ่งผลนี้ก็จะลดไปได้ ถ้าเราคิดถึงอีกองค์ประกอบหนึ่งซึ่งคือ "การกระจายตัว" หรือ "ความหนาแน่น" นั่นเอง ไม่มีใครบอกสักหน่อยว่ามันเฉลี่ยแบบนั้นในประเทศเรา คนเป็นเอดส์มักไปรวมกันอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เหมือนคำกล่าวที่ว่า "คนเป็นเอดส์ย่อมดึงดูดคนเป็นเอดส์ด้วยกัน" (ใครกล่าววะ?)


ไอ้คนแสนคนนั้นดันมาอยู่รวมกันในที่เดียวกัน เลยทำให้เกิดผลต่างของความคิดขึ้นมา เพราะประสาทสัมผัสของเราำจำกัด และกรอบอ้างอิงของเราคงเดิม


จริงๆแล้วเราไม่ต้องมานั่งทำเท่เปรียบเศษส่วนก็ได้ แค่เราเห็นคนแสนคนหันหน้าไปทางขวา โดยไม่ต้องบอกว่าคนที่เหลือเป็นกี่คน เราก็รู้สึกอะไรได้มากกว่าเห็นคน 1 คนอยู่ดี


พวกมากลากไป?


สุดท้ายเราก็ใช้ระบบพวกมากลากไปโดยไม่รู้ตัว ผิด+ผิด+ผิด+ผิด+... กลายเป็นถูกไปได้ในหลายๆสถานการณ์ ขอให้คนเยอะไว้ก่อน


ทีนี้คำถามคือเราจะเอาไอ้สิ่งนี้มาใช้ในทางบวกได้ไหม หรืออาจถามง่ายกว่านั้น เช่น คุณจะมาพูดหาอะไร ผมก็บอกว่า จริงๆแล้วเราก็ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างเช่นการใช้ ถูก+ถูก+ถูก+ถูก+... กลายเป็น เออ จริงของมึง


แล้วผมก็มาถึงทางตันอีกครับ … ถูกคืออะไร ผิดคืออะไร … อันนี้ติดไว้ก่อนครับ ผมยังหาอยู่ คิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็เอา ถูกแบบ "วิญญูชน" บวกลบละกันนะ ฮ่าๆ


Application


ตัวอย่างที่ผมเห็นเขาใช้พลังความเยอะได้ดีและมี impact ก็ืคือ RUNNING THE NUMBERS ART EXHIBITION in NYC


ลองเข้าไปดูนะครับเห็นภาพแล้วมันรู้สึกมากกว่าที่เขียนข้างล่างนี่เยอะ



  • มือถือ 426,000 เครื่อง

  • ขวดน้ำพลาสติก 2 ล้านขวด

  • ถุงกระดาษ 1.14 ล้านถุง


และอีกมากมาย ซึ่งพวกนี้มีเวลากำกับเป็นหลักนาที ชั่วโมง หรือวัน นะครับ ไม่ใช่ปี


...จบดีกว่า…

Posted in Blog


1